ย้อนรอย “กิตติรัตน์” โกหกขาวขุ่น พลิกลิ้น-ไร้สปิริต จำนำข้าวเจ๊งไม่รับผิดชอบ
จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์
2 ปี 8 เดือน โกหกขาวขุ่น ไร้สปิริตชัด “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” เคยพูดเสียงแข็ง หากรัฐบาลทำโครงการจำนำข้าวเจ๊งมากกว่า 6 หมื่นล้าน รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็คงอยู่ไม่ได้ ในฐานะรองนายกฯ จะต้องรับผิดชอบ วันนี้กลับพลิกลิ้น ไม่เคยพูดว่าจะลาออก แถมท้าถ้าพูดจริงต้องมีคลิปชี้แจงแล้ว
วันนี้ (7 มิ.ย.) เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ ได้นำเสนอกรณีที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ไม่เคยพูดว่าจะลาออกจากตำแหน่งหากโครงการจำนำข้าวขาดทุนเกิน 6 หมื่นล้านบาท เพราะหากพูดจริงก็คงต้องมีหลักฐานหรือคลิปมาชี้แจงแล้ว ไม่ใช่แค่ข่าวลือว่าพูดเท่านั้น” โดยระบุว่า คำพูดเรื่องการลาออกของนายกิตติรัตน์นั้น เจ้าตัวได้มีการให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าวไว้ ในสมัยที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ แม้จะไม่ได้เอ่ยคำว่าลาออกออกมา แต่ก็กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงการรับผิดชอบในกรณีที่โครงการรับจำนำข้าวทำให้ รัฐเสียหาย
โดยข่าวหน้าหนึ่งของ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 3 ต.ค. 2554 ได้นำเสนอข่าว ระบุว่า นายกิตติรัตน์ ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ถ้า รัฐบาลทำโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่รัฐบาลชุดก่อนใช้ชดเชยในระบบประกันรายได้เกษตรกร รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่า ในฐานะรองนายกฯ เศรษฐกิจจะรับผิดชอบอย่างไร
“ถ้าโครงการรับจำนำข้าว เปลือกนาปี ฤดูกาล 2554/2555 ที่จะเริ่มรับจำนำวันที่ 7 ต.ค.รัฐบาลสามารถรับจำนำแล้ว ขาดทุนน้อยกว่า 6 หมื่นล้านบาท และยังทำให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกเจ้าได้ราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท ต้องถือว่ารัฐบาลสอบผ่าน”
ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมากล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของนายกิตติรัตน์ ซึ่งโพสต์ทูเดย์ได้นำเสนอเป็นข่าวหน้า 1 ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 4 ต.ค.เช่นเดียวกัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ความจริงตัวเลขการขาดทุนจริงจะไปเกิดหลังจากที่มีการรับจำนำแล้ว และระบายข้าวออกต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ขอบอกว่าเฉพาะค่าบริหารจัดการเท่าที่ประเมินก็เป็นหลักหมื่นล้านบาท และเป็นเงินที่ไม่ถึงมือเกษตรกร แต่เงินประกันรายได้ทุกบาททุกสตางค์ตกถึงมือเกษตรกร”
“ต้องติดตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะอุดช่องโหว่แก้จุดอ่อนที่ ถูกวิจารณ์มาโดยตลอดได้หรือไม่ แต่รอบนี้อาจจะเบาลง เพราะขณะนี้รัฐบาลเปิดโอกาสให้เกษตรกรใช้สิทธิรับเงินส่วนต่างได้ และจะเห็นการลดแรงกดดันในแง่ปริมาณ เพราะข้าวที่ไปจำนำมีไม่มาก แต่ปัญหาพื้นฐานยังมี อีกทั้งในต่างประเทศก็กำลังจับตาโครงการนี้ และที่ผ่านมาได้ยินว่าอาจถูกเรียกให้ไปชี้แจง เพราะขัดต่อหลักองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และมีผลต่อการแข่งขันระหว่างประเทศ เพราะประเทศที่นำเข้าข้าวจะดูว่าราคาส่งออกจะกระทบหรือไม่”
อีกด้านหนึ่ง ทีมข่าวการเมือง ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ได้เคยนำเสนอข่าว โดยผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวนี้จะไม่ขาดทุน รองนายกฯ กล่าวว่า “ไม่มีทาง ผมไม่แน่ใจว่าท่านที่วิจารณ์อย่างชนิดที่ท่านก็รู้หรือเปล่าว่าไม่ใช่ จะใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาทคงไม่ใช่ เพราะ 4 แสนล้านบาท เป็นกรณีที่ผู้ที่อยู่ในระบบตลาดทั้งหลายไม่เชื่อมั่น ซึ่งไม่สบายใจไม่เป็นไร แต่รัฐบาลจะดูแล รัฐบาลสามารถขายข้าวในราคารับจำนำก็แล้วกัน”
ต่อข้อถามว่าเรื่องข้าวจะไม่ทำเสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ ตนยืนยันว่าเรื่องข้าวจะเป็นเรื่องที่ทำให้เรามีความภูมิใจร่วมกัน ถ้านักวิชาการคิดถูกเหลือเกิน จะให้รัฐบาลปล่อยกลไก ถ้าเป็นอย่างนั้นตนจะเป็นรัฐบาลทำไม
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2554 ข่าวเที่ยง ของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเชีย อัพเดท กระบอกเสียงของกลุ่มคนเสื้อแดง และรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เคยนำเสนอข่าวนายกิตติรัตน์ แสดงความมั่นใจว่าโครงการรับจำนำข้าว ใช้เงินน้อยกว่าโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า “หาก รัฐบาลทำโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่รัฐบาลชุดก่อนใช้ชดเชย ในระบบประกันรายได้เกษตรกร รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็คงอยู่ไม่ได้ ซึ่งในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะต้องแสดงความรับผิดชอบ”
“กิตติรัตน์” โต้เดิมพันเก้าอี้ “รมต.” หากเจ๊ง “จำนำข้าว” ลั่นถ้าพูดจริงต้องมีคลิปมาชี้แจง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
“กิตติรัตน์” ปัดเดิมพันเก้าอี้ “รมต.” หากโครงการจำนำข้าวเจ๊ง ยันไม่เคยบอกว่าจะลาออกจากตำแหน่ง หากขาดทุนเกิน 6 หมื่นล้าน ลั่นหากพูดจริงก็คงต้องมีหลักฐาน หรือคลิปมาชี้แจงแล้ว ไม่ใช่แค่ข่าวลือ พร้อมสั่ง “สศค.” เร่งแจง “มูดี้ส์” ส่วนกรณีตัวเลขขาดทุน 2.6 แสนล้าน เป็นตัวเลขที่รวมพืชผลทางการเกษตรต่อเนื่องหลายปี และหลายสินค้าเกษตร ไม่ใช่แต่ผลของการรับจำนำข้าวเพียงอย่างเดียว
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ตนเองจะลาออกจากตำแหน่งหากโครงการรับจำนำข้าวขาดทุนเกิน 6 หมื่นล้านบาท โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พร้อมระบุว่า ตนเองไม่เคยพูดว่าจะลาออกจากตำแหน่งในกรณีดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะหากตนเองพูดจริง ก็คงต้องมีหลักฐาน หรือคลิปมาชี้แจงแล้ว ไม่ใช่แค่ข่าวลือว่าพูดเท่านั้น
ทั้งนี้ จากกรณีตัวเลขของคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจํานําผลผลิตการเกษตรที่แต่ง ตั้งโดยรัฐบาล และกระทรวงการคลัง โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานปีการผลิต 2554/2555 ขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท ขอชี้แจงว่าเป็นตัวเลขที่รวมพืชผลทางการเกษตรต่อเนื่องหลายปี และหลายสินค้าเกษตร ไม่ใช่แต่ผลของการรับจำนำข้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องมีการพิจารณารายรับ ราคาสินค้า ค่าเสื่อมสภาพของสินค้าเกษตรอื่นๆ ด้วย
โดยหลังจากนี้ ตนเองได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค.ทำข้อมูลชี้แจ้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ จำกัด เพื่อให้มู้ดี้ส์ได้ทราบข้อมูลที่แท้จริงของกระทวงการคลังมากกว่าสาธารณะ
นอกจากนี้ ได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ ใช้ข้อมูลเดียวกับคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร ของกระทรวงการคลังเพียงที่เดียวเท่านั้น เพื่อป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ส่วนวงเงินการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 2554/2555 จะเกินวงเงินที่ตั้งไว้ที่ 500,000 ล้านบาทหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ แต่ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงการคลังขยายวงเงินรับจำนำได้ ซึ่งหากในช่วงที่ดำเนินการยังไม่มีงบประมาณก็สามารถดึงงบประมาณส่วนอื่นมา ใช้ก่อนได้แล้วจึงตั้งบประมาณชดเชย โดยขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการตั้งวงเงินงบประมาณชดเชย 7-8 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับตัวเลขที่เคยตั้งเอาไว้
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นของผู้สื่อข่าว ASTVผู้จัดการ พบว่า เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2555 นายกิตติรัตน์ เคยให้สัมภาษณ์ในกรณีการขาดทุนจากนโยบายการจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่าระบุตัวเลขการขาดทุนไม่ได้ แต่ตัวเลขการขาดทุนน้อยกว่านโยบายการประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลพรรคประชา ธิปัตย์ ซึ่งในสมัยนั้นขาดทุนมหาศาลถึง 5 หมื่นล้านบาท
"แล้วส่วนที่ฝ่ายค้านเขาพยายามจะวิจารณ์ว่า โครงการนี้จะนำมาซึ่งผลขาดทุนเนี่ยนะครับ ตอนที่ประกันรายได้ ขาดทุนมหาศาล โดยที่ต้องเอาส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับราคาประกัน ทั้งๆ ที่ในเวลานั้นประกันในระดับราคาค่อนข้างต่ำ ยังขาดทุนขนาดนั้นเลย" นายกิตติรัตน์กล่าวในเวลานั้น
ไร่รักษ์ไม้,มูลไส้เดือน,ปุ๋ยมูลไส้เดือน,เกษตรแปรรูป,อุปกรณ์แค้มปิง,อุปกรณ์ป้องกันอุบัติภัย,เอาตัวรอดในภาวะวิกฤต