จากประชาชาติธุรกิจ
หมอก ควันเชียงใหม่วิกฤติ ฝุ่นละอองขนาดเล็กพุ่งเกินมาตรฐาน ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทะลักกว่า 1.8 หมื่นคน สาธารณสุขเชียงใหม่เร่งแจกหน้ากากอนามัยกลุ่มเสี่ยง พร้อมประสานท้องถิ่นทำเซฟตี้คลีนแอร์โซน ด้านนักท่องเที่ยวไม่หวั่นควันพิษ โตฉลุยกว่า 10%
นายแพทย์วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์หมอกควันที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงวันที่ 1-21 มีนาคม 2556 ได้เริ่มส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นอย่างมาก โดยมีผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทั้งสิ้น 18,406 ราย และคาดว่าหลังจากนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม อัตราของผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นอีก 5%
พื้นที่ที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดอยู่ใน 3 อำเภอ คือ สันป่าตอง แม่ริม และสันทราย เนื่องจากเป็นแอ่งกระทะใหญ่ จึงรับหมอกควันมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งโรคที่เป็นผลกระทบจากปัญหาหมอกควันและต้องเฝ้าระวัง 4 โรค คือ โรคหัวใจ หลอดเลือด ตาอักเสบ ทางเดินหายใจ และผิวหนังอักเสบ
ทั้ง นี้ ได้จัดเตรียมหน้ากากอนามัยไว้แจกให้กับกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นผู้ป่วยตามโรงพยาบาลและสถานีอนามัยต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแห่งละ 3,000 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 80,000 ชิ้น และสำรองไว้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่อีก 20,000 ชิ้น ขณะเดียวกัน ยังได้ประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้จัดทำ Safety Clean Air Zone โดยดัดแปลงโรงยิม หรือหอประชุมให้มีม่านน้ำไว้ป้องกัน หรือเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำ เพื่อเตรียมรองรับผู้ป่วยในกรณีที่ค่ามลพิษอากาศวิกฤตเกินกว่า 320 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพราะจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
ล่าสุดในช่วงวันที่ 21-22 มี.ค. 56 ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กมีค่าสูงถึง 210-220 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกิน
ค่า มาตรฐานเฉลี่ยที่ 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ดังนั้น กลุ่มประชาชนที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจอยู่เดิมต้องระมัดระวังรักษาสุขภาพ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่มีอาการหอบหืด และโรคที่ เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ให้งดเว้นการอยู่ในที่โล่งแจ้ง และงดเว้นการออกกำลังกายในที่แจ้ง เพื่อเป็นการป้องกันการเจ็บป่วยในระยะนี้
ด้าน นายสมฤทธิ์ ไหคำ นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ เปิดเผยว่า หมอกควันที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อภาคการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ เพราะมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมา
อย่าง ไรก็ตาม ปัญหาหมอกควันเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ และยังกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จึงอยากให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด มิใช่ยึดงบฯในการแก้ปัญหาเป็นตัวตั้งในการรณรงค์ หรือดับไฟป่าเป็นการเฉพาะหน้าเท่านั้น
ไร่รักษ์ไม้,มูลไส้เดือน,เกษตรแปรรูป,อุปกรณ์แค้มปิง,อุปกรณ์ป้องกันอุบัติภัย,เอาตัวรอดในภาวะวิกฤต